ประธานสภาทนายความจังหวัดกับกระบวนการรับรองทนายความอาญาไทย
ประธานสภาทนายความจังหวัดมีอำนาจอะไรกับคดีอาญา
หลายคนที่ถูกดำเนินคดีอาญามักเข้าใจว่าทนายความคนใดก็ว่าความแทนได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติ ทนายความทุกคนต้องสังกัดสภาทนายความ และต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความจังหวัดที่ตนอยู่ก่อนจะรับคดีได้ ประธานสภาทนายความจังหวัด จึงไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งในพิธี แต่มีบทบาทกำกับดูแลทนายความในเขตพื้นที่ ตั้งแต่การรับขึ้นทะเบียน การพิจารณาความประพฤติ ไปจนถึงการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินจ้าง
ยกตัวอย่างในจังหวัดอุดรธานี ผู้ที่ผ่านการสอบเป็นทนายความแล้วต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อสภาทนายความจังหวัดอุดรธานี และเมื่อเกิดกรณีร้องเรียนว่าทนายความประมาทเลินเล่อหรือเรียกค่าธรรมเนียมเกินสมควร ประธานสภาทนายความจังหวัดจะเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนส่งเรื่องต่อสภาทนายความแห่งประเทศไทย นี่คือกลไกที่ทำให้แม้คดีเล็กในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง依舊มีคนคอยตรวจสอบคุณภาพทนายความ
สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังและไม่มีทนายความ ประธานสภาทนายความจังหวัด มีหน้าที่ประสานกับศาลและสถานพินิจเพื่อจัดทนายความขอแรงให้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยค่าตอบแทนทนายความขอแรงในคดีอาญาทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 3,000–7,000 บาทต่อสำนวน ขึ้นอยู่กับชนิดคดีและจำนวนนัด ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างทนายความเอกชนทั่วไปที่มักคิดเป็นรายนัด ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต่อการไปศาลหนึ่งครั้ง
ตั้งทนายความผิดเขตทำได้หรือไม่
ทนายความว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร แต่การยื่นเอกสารยืนยันสถานะทนายความจะผ่านสภาทนายความจังหวัดที่สังกัด หากต้องขึ้นศาลต่างจังหวัดเป็นประจำ การโอนสังกัดไปยังจังหวัดที่รับคดีบ่อยจะลดขั้นตอนการขอใบรับรองได้มาก
เส้นทาง Becoming ทนายความอาญา: จากห้องสอบถึงห้องพิจารณา
ก่อนจะว่าความคดีอาญาได้ ผู้สมัครต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพทนายความจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา รวมเวลาประมาณหนึ่งปี จากนั้นสอบเป็นทนายความตามข้อกำหนดของสภาทนายความ คำถามในข้อสอบใบอนุญาตมักเน้นจริยธรรมและขั้นตอนปฏิบัติ เช่น เมื่อไหร่ทนายความต้องถอนตัวเพราะผลประโยชน์ขัดกัน หรือทนายความควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อลูกความยืนกรานให้เบิกความเท็จ ประเด็นเหล่านี้ใกล้เคียงกับคำถามสัมภาษณ์งานสายกฎหมายที่สำนักงานในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ใช้คัดคนเข้าทำงานในแผนกคดีอาญา
เมื่อผ่านแล้ว ทนายความใหม่ควรเริ่มจากคดีที่มีความซับซ้อนต่ำ เช่น คดีลักทรัพย์หรือคดีทำร้ายร่างกายในศาลแขวง เพื่อฝึกอ่านสำนวนและวางแนวการต่อสู้ ก่อนจะขยับไปคดีสำคัญ ค่าจ้างในช่วงเริ่มต้นมักอยู่ที่ 10,000–20,000 บาทต่อคดี ส่วนคดีอาญาร้ายแรงที่มีโทษจำคุกสูง อาจสูงถึงหลักแสนบาท และมักตกลงกันเป็นสองงวด คือตอนรับสำนวนและตอนตัดสิน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกทนายความอาญา
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการดูแค่ราคา ทนายความที่เสนอค่าจ้างต่ำมากอาจไม่เคยขึ้นศาลอาญามาก่อน หรือรับคดีเกินกำลังจนไม่มีเวลาศึกษาสำนวน ผู้ต้องหาควรถามตรง ๆ ว่าทนายความเคยว่าความในศาลจังหวัดหรือศาลอาญาแห่งนั้นบ่อยเพียงใด และขอทราบแนวการต่อสู้เบื้องต้นก่อนจ่ายเงิน
อีกจุดที่พลาดกันบ่อยคือการให้ข้อมูลไม่ครบ หลายคนปิดบังประวัติอาชญากรรมเดิมหรือพยานที่อาจถูกเรียก ทำให้ทนายความไม่สามารถเตรียมคำถามค้านหรือพยานหลักฐานได้ทัน ในคดีอาญา ข้อเท็จจริงที่ลูกความปิดไว้มักถูกเปิดในห้องพิจารณา และนั่นคือจุดที่ทำลายความน่าเชื่อถือของลูกความทั้งคดี
ข้อสุดท้ายคือการลืมตรวจสอบการขึ้นทะเบียน ทนายความที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังคงโฆษณาตัวเองได้ การขอใบรับรองสถานะจากสภาทนายความจังหวัดเป็นวิธีตรวจสอบที่ตรงที่สุด และใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน อย่าไว้ใจสัญญาว่าจ้างที่ไม่มีเลขทะเบียนทนายความระบุไว้
ค่าตอบแทนและความโปร่งใสที่ควรมองหา
สำนักงานทนายความที่ดีจะแจ้งค่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมระบุขอบเขตงาน ชัดเจนว่าเงินก้อนนั้นครอบคลุมถึงชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา และชั้นอุทธรณ์หรือไม่ เพราะแต่ละชั้นมีต้นทุนเวลาแตกต่างกันมาก ค่าจ้างในคดีอาญาจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น ขอนแก่นหรือนครราชสีมา มักสูงกว่าต่างอำเภอเล็กน้อยจากจำนวนนัดและระยะทาง
หากรู้สึกว่าค่าจ้างไม่เป็นธรรมหรือถูกเรียกเงินเพิ่มโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นเรื่องต่อสภาทนายความจังหวัดในเขตที่ทนายความผู้นั้นสังกัด การร้องเรียนแบบนี้ไม่ทำให้คดีหลักสะดุด และไม่ถือเป็นการผิดสัญญาจ้าง แต่ควรแจ้งผ่านช่องทางเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมหลักฐานการชำระเงิน
สุดท้าย เรื่องที่หลายคนมองข้ามคือการสื่อสาร ทนายความที่ตอบคำถามได้ตรงและบอกข้อจำกัดของคดีอย่างซื่อสัตย์ มักมีค่ามากกว่าทนายความที่รับประกันผลลัพธ์ คดีอาญาไม่มีใครรับประกันผลได้ แต่ผู้ที่เข้าใจสำนวนและเตรียมทางเลือกไว้หลายทางคือคนที่ควรจ้าง
